ระวัง!! บล็อกตาแน่น เสี่ยงภาวะ "ตาแห้ง" ทำความสะอาดเปลือกตาทุกวันช่วยได้

ผู้จัดการออนไลน์

       

       จักษุแพทย์ รพ.จุฬาภรณ์ เตือนบล็อกตาแน่น เสี่ยงภาวะตาแห้ง เหตุน้ำมันเคลือบน้ำตาแห้งระเหย ใช้สายตามาก เพ่งตานาน สัมผัสมลภาวะ ทำตาแห้งได้เช่นกัน แนะทำความสะอาดเปลือกตาทุกวัน เผย 4 โรคต้อยอดฮิต แนะวิธีสังเกตอาการ และการป้องกัน
       

       วันนี้ (26 เม.ย.) ที่ศูนย์ราชการฯ รพ.จุฬาภรณ์ จัดโครงการรักษ์นี้เพื่อตาและผิว ระหว่างวันที่ 25-26 เม.ย. เนื่องในโอกาสครอบรอบ 10 ปี โดยคลินิกจักษุและคลินิกโรคผิวหนัง โดยมีจัดเวทีเสวนาไขรหัสลับรักษ์สุขภาพตา และเช็กลิสต์เคล็ด (ไม่) ลับผิวดี ให้ความรู้แก่ประชาชน พร้อมมีการสาธิตลบรอยสักและการรักษาฝ้า ให้บริการตรวจสุขภาพตาและผิว พร้อมตัดแว่นสายตาฟรี 100 ราย
       
       พญ.รินทรา หวังวิศวาวิทย์ จักษุแพทย์ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรคต้อยอดฮิตมี 4 โรค คือ 1.โรคต้อลม ส่วนมากพบในคนอายุน้อยๆ เช่น คนทำงานออฟฟิศที่อยู่ในห้องแอร์นานๆ หรือคนที่เจอแดดเจอลมเจอฝุ่นบ่อยๆ นานๆ โดยไม่มีการสวมแว่นกันแดดกันลม เช่น คนขับวินเตอร์ไซค์ อาการต้อลม คือ เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล รู้สึกเจ็บ มีจุดเล็กๆ สีขาวเหลืองบริเวณหัวตา หากอักเสบจะมีอาการแดงขึ้นมา การรักษา คือ การบรรเทาไม่ให้เกิดอาการอักเสบขึ้น โดยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ดวงตา เช่น ใช้น้ำตาเทียมประจำวันละ 4 ครั้ง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสลม
       
       2.ต้อเนื้อ พัฒนามาจากต้อลม จะมีเนื้อสีแดงวิ่งมาจากหัวตาเข้ามาในดวงตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยม ทำให้เจ็บตาง่ายขึ้น แดงง่ายขึ้น น้ำตาไหล อาจมองเห็นเบลอๆ ส่วนน้อยที่ต้อจะเข้าไปปิดตาดำ ซึ่งการจะมาเป้นต้อเนื้อนั้น ขึ้นกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากเจอลมบ่อยๆ นานๆ อาจจะทำให้อาการลามจากต้อลมมาเป็นต้อเนื้อได้เร็ว การรักษามีทั้งการหยอดตาบรรเทาอาการและผ่าตัด ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ป่วย
       
       3.ต้อกระจก มักพบในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป จะมีอาการตามัว มองภาพไม่ชัด เป็นหมอกๆ เกิดจากเวนส์ตาเสื่อม ซึ่งจะมีอาการมองแย่ลงทีละนิดจนไม่สังเกตเห็น ไม่มีทางรู้ว่าเป็นอยู่หรือเป็นมากน้อย ต้องอาศัยการตรวจโดยจักษุแพทย์ และประเมินการมองเห็นว่าระดับใดที่ควรจะผ่าตัดรักษา หรือต้องลอกต้อใส่เลนส์เทียม
       
       และ 4.ต้อหิน มักเกิดในผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เกิดจากความดันลูกตาไม่สมดุล ทำให้ความดันในลูกตาสูงมาก จนเบียดขั้วประสาทตา และถูกทำลายถาวร ซึ่งหากเป็นมากๆ จะทำให้ลานสายตาแคบลง จนมองไม่เห็นในที่สุด ซึ่งเกิดได้ทั้งจากความเสื่อมตามอายุ และโรคทางตาอื่นๆ เช่น ต้อกระจกจนภาวะความดันลูกตาผิดปกติ หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น ถือเป็นโรคที่รุนแรงที่สุดของต้อ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นจนกว่าจะตรวจ หรือรู้เมื่อเป็นระยะสุดท้ายของโรค และไม่มีทางกลับคืนมาเป็นปกติ ดังนั้น การรักษาได้เร็วจะคงสภาพการมองเห็นไว้ได้ คนอายุน้อยจึงควรตรวจคัดกรองปีละครั้ง ส่วนเมื่อตรวจพบแล้วอยู่ที่ระยะความรุนแรง ซึ่งจักษุแพทย์จะมีการตรวจติดตามเป็นประจำ
       

       นพ.ประธาน ปิยะสุนทร จักษุแพทย์ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า ตามปกติดวงตาจะมีน้ำตาเคลือบอยู่ตลอด ซึ่งภาวะตาแห้ง เกิดจากน้ำตาน้อยเกินไป หรือไม่มีคุณภาพ โดยเมื่ออายุมากขึ้นน้ำตาจะผลิตลดลงจนไม่พอตามต้องการ หรือการใช้สายตานานๆ จ้องมองนานๆ เปิดตานานๆ ทำให้น้ำตาระเหยได้เร็ว ผิวตาจึงแห้งและมีอาการตามมา เช่น แสบตา เคืองตา บางคนน้ำตาไหล ซึ่งมาจากตาแห้งจนกระตุ้นให้น้ำตาไหลมาช่วย นอกจากนี้ ฝุ่นและเครื่องสำอางที่สะสมบริเวณเปลือกตาก็ส่งผลต่อการสร้างน้ำตาได้ เพราะบริเวณเปลือกตาจะมีต่อมไขมันที่ผลิตน้ำมันมาเคลือบไม่ให้น้ำตาระเหย แต่การเจอลมเป่าหน้า เจอฝุ่น มลภาวะ และแต่งหน้าแต่งตา จะทำให้ไขมันที่เคลือบอยู่ระเหยได้ง่าย และเกิดอากาตาแห้งได้
       
       นพ.ประธาน กล่าวว่า สำหรับการใช้น้ำยาหยอดตาสามารถช่วยเรื่องของภาวะตาแห้งได้ ซึ่งน้ำยาหอดตามี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ไม่ใส่สารกันบูด สามารถหยอดเป็นประจำ และซื้อเองได้ที่ร้านขายยา ส่วนน้ำยาหยอดตาที่ใส่สารกันบูด จะเป็นน้ำยาล้างตา มีลักษณะเป็นขวด ไม่แนะนำให้ซื้อใช้เอง เพราะสารกันบูดมีผลข้างเคียงต่อดวงตาได้ ทั้งนี้ ควรทำความสะอาดเปลือกตาเป็นประจำ ยิ่งคนแต่งหน้าควรทำความสะอาดให้ดีทุกวัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกอุดตันและสะสมอยู่บริเวณเปลือกตา ก็สามารถลดอาการตาแห้งได้
       

ข่าวชุมชน-คุณภาพชีวิต

ข่าวยอดนิยม