“บิ๊กตู่” ใช้ทุกช่องให้ทั่วโลกรู้ความจริง “ทักษิณ” หนีคดีโกงชาติแสนล้าน!

ผู้จัดการออนไลน์

       

        เปิดยุทธวิธีรัฐบาลบิ๊กตู่ ในการสร้างความเข้าใจให้สังคมโลกรับรู้ว่า ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เป็นนักโทษหนีคดี ‘โกงชาติ’ ไม่ใช่นักโทษคดีการเมืองที่จะขอลี้ภัยได้อีกต่อไป โดยเฉพาะ จีน กลุ่มประเทศยุโรป-ยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศอาหรับต่าง ๆ จะไม่ให้ทักษิณใช้ในการเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลไทยอีกต่อไป ส่วนอีก 12 ประเทศยังไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ และศาลยุติธรรม พร้อมชี้แจง กรณีรื้อฟื้นพิจารณาคดีลับหลัง 4 คดีของทักษิณ ยืนยันประเทศไทยไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ แต่ทักษิณสละสิทธิ์เอง ระบุ 4 คดีมูลค่าความเสียหายกว่าแสนล้านบาท
       

        ถึงเวลาที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย แม้วันนี้จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในฐานะนักโทษหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศก็ตาม แต่เขาก็เริ่มรู้แล้วว่าสถานะของตัวเองจากนี้ไปจะไม่เหมือนเดิมอันเป็นผลมาจากการที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้ทุกช่องทางที่จะประสานงานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นรู้ว่า 'ทักษิณ' ไม่ได้หลบหนีเพราะปัญหาการเมืองที่จะมีสถานะผู้ลี้ภัย แต่เป็นการหลบหนีคดีจากการทุจริตคอร์รัปชันสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างรุนแรง
       

        อีกทั้งทักษิณยังใช้ประเทศต่าง ๆ มาเป็นฐานในการเคลื่อนไหวโจมตีประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ และได้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ประเทศจีน ประเทศยุโรป รวมไปถึงยุโรปตะวันออก กลุ่มอาหรับ เข้าใจและพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทย
       
        “ผลจากการเจรจาทำให้ประเทศเหล่านี้ยินยอมให้ทักษิณเดินทางเข้า-ออกได้ แต่มีคำสั่งห้ามใช้ประเทศเขาในการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะมีประมาณ 12 ประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้ข้อยุติ”
       
        ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2560 ส่งผลให้มีการพิจารณาคดีลับหลังได้ แม้ว่าจำเลยในคดีดังกล่าวจะหลบหนีคดีไปแล้วก็สามารถรื้อฟื้นคดีพิจารณาต่อไปได้
       
       ส่วนคดีที่ได้รับความสนใจที่สุดในการพิจารณาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ก็คือคดีที่เกี่ยวพันกับนายทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมด 4 คดีที่จะมีการรื้อฟื้นพิจารณาลับหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลฯ มีการออกหมายจับและมีการจำหน่ายคดีเฉพาะเป็นการชั่วคราว
       

        คดีแรกการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 13.30 น. ศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาครั้งแรก คดีดำที่ อม.3/2555 และคดีแดงที่ อม.55/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณที่ 1 กับพวกรวม 27 คน ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทในเครือกฤษดามหานคร โดยคดีนี้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2555 ศาลฎีกาฯ ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2558 พิพากษาให้จำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 2, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 3, นายมัฌชิมา กุญชร ณ อยุธยา กรรมการธนาคารกรุงไทย จำเลยที่ 4 และนายไพโรจน์ รัตนะโสภา จำเลยที่ 12 คนละ 18 ปี พร้อมให้จำเลยแต่ละรายร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น 1,185 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ธนาคารกรุงไทยต้องไปดำเนินการเรียกคืน โดยจำหน่ายคดีนายทักษิณซึ่งหลบหนีไว้ชั่วคราว และออกหมายจับ
       
        คดีที่สองเอ็กซิมแบงก์ วันที่ 4 ก.ค. 2561 เวลา 09.30 น. ศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาครั้งแรก คดีดำที่ อม.3/2551 และคดีแดงที่ อม.4/2551 ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าเป็นคู่ความแทน เป็นโจทก์ฟ้อง นายทักษิณ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้รัฐบาลเมียนมาร์ วงเงิน 4,000 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตรา 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเอ็กซิมแบงก์ ในระยะเวลา 12 ปี โดยรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยผลขาดทุนให้แก่เอ็กซิมแบงก์ในระยะเวลา 12 ปี เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 670,436,201.25 บาท และการปล่อยกู้ครั้งนี้เพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจในการสั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ โดยคดีนี้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2551
        ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2551 นายทักษิณ ไม่ได้มา ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีเฉพาะเป็นการชั่วคราว
       

       คดีที่สามกรณีการแปลงสัญญาสัมปทานฯ ในวันที่ 10 ก.ค. 2561 เวลา 09.30 น. ศาลฎีกาฯ นัดตรวจหลักฐาน คดีดำที่ อม.9/2551 และคดีแดงที่ อม.5/2551 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีการแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ด้วยการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (พ.ศ.2527) 2546 โดยให้ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพาสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (AIS) ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากอัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 เป็นผลทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2551 โดยคดีนี้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2551
       
        ต่อมาศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาครั้งแรก พ.ต.ท.ทักษิณไม่มา จึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับ
       

       คดีที่สี่ หวยบนดิน โดยในวันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 13.30 น. ศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาครั้งแรก คดีดำที่ อม.1/2551 และคดีแดงที่ อม.10/2552 ที่ คตส. โดย ป.ป.ช. เป็นคู่ความแทน เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ (ยศในขณะนั้น) ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกรณีหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2552 ศาลฎีกาฯ อ่านคำพิพากษาคดีนี้ให้จำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.การคลัง จำเลยที่ 10 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 20,000 บาท, นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 31 และนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 42 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 10,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณไม่มาศาล จึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับ
       
        สำหรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีหวยบนดิน ทั้งหมด 3.6 หมื่นล้าน แบ่งเป็นความเสียหายที่เกิดกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากส่วนลดการจำหน่ายสลากพิเศษ 8,970 ล้านบาท และยังเกิดความเสียหายจากที่กระทรวงมหาดไทยไม่ได้รับเป็นส่วนของภาษีตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ต้องชำระร้อยละ 10 ของราคาสลาก แต่หักไว้เพียงร้อยละ 0.5 รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 12,792 ล้านบาท รวมทั้งความเสียหายที่กรุงเทพมหานครขาดรายได้จากภาษีท้องถิ่น ซึ่งต้องชำระร้อยละ 2.5 จากยอดที่ต้องเสียภาษี รวมเป็นเงิน 336,638 ล้านบาท
       
        “ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลัง มหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ต้องไปฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้กับรัฐ”
       

        ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าการพิจารณาคดีลับหลังในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณนั้น แม้จะไม่มาสู้คดีในศาลเองแต่ก็สามารถแต่งตั้งทนายมาทำหน้าที่ซักค้านในคดีดังกล่าวได้ ขณะที่ศาลก็พิจารณาไปตามกระบวนการ การชี้มูลความผิดต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละคดี และเชื่อว่าสามารถติดตามจับกุมตัวนายทักษิณกลับมารับโทษได้ ส่วนความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตนั้นหากสามารถตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของคนอื่นนั้นแท้จริงแล้วเป็นของนายทักษิณ ศาลก็สามารถสั่งยึดทรัพย์ในส่วนนั้นได้
       
        “ต้องเข้าใจว่าการแก้กฎหมายให้สามารถพิจารณาคดีลับหลังได้นั้นไม่ได้ทำเพื่อเล่นงานคุณทักษิณ แต่เพื่อจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุกคนที่ทุจริตคอร์รัปชัน และการพิจารณาคดีของอดีตนายกฯ ทักษิณจะเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ทำให้นักการเมืองและข้าราชการที่คิดจะทุจริตเพราะเชื่อว่าหากจับได้ก็หนีไปอยู่ต่างประเทศต้องเปลี่ยนความคิด และไม่กล้ากระทำผิด” นายวิรัตน์กล่าว
       
        อย่างไรก็ดีการรื้อฟื้นคดีครั้งนี้รัฐบาลบิ๊กตู่ เชื่อว่านายทักษิณเลือกที่จะไม่ยื่นสู้คดีหรือส่งตัวแทนมาต่อสู้คดีตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งที่มีสิทธิ์เนื่องจากต้องการใช้การพิจารณาคดีครั้งนี้ เพื่อนำไปขยายผลให้ต่างชาติรับรู้ว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติด้วยการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีการพิจารณาคดีลับหลังได้
       
        ดังนั้นรัฐบาลบิ๊กตู่ จึงต้องรีบใช้โอกาสของการพิจารณาคดีครั้งนี้อธิบายให้ต่างชาติได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใด ๆ ทั้งสิ้นแต่ต้องการให้คนที่กระทำความผิดต้องมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดหรือมีการทุจริตแล้วใช้วิธีการหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศจนกระทั่งคดีหมดอายุความก็กลับเข้ามาอย่างสบาย ๆ
       
        “มีการแก้เรื่องการนับอายุความ คือทันทีที่คุณหนี ก็หยุดนับอายุความ และจับได้เมื่อใด ก็นับคดีทันที การนับอายุความแบบนี้หากคุณหนีได้ก็หนีต่อไป ไม่มีวันได้กลับประเทศไทยแน่นอน”
       

        ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศ และศาลยุติธรรม จะเป็นผู้อธิบายให้ต่างชาติได้เห็นข้อเท็จจริงว่าศาลฯ มีการเปิดโอกาสให้นายทักษิณสู้คดีได้ แต่นายทักษิณไม่ยื่นสู้คดี ทั้งที่ตัวเองมีสิทธิ์ตั้งทนายสู้ได้ และเมื่อศาลฯพิจารณาตัดสินอย่างไรแล้ว ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการต่อไป ทั้งในเรื่องการจับกุมตัว หรือการยึดทรัพย์จากมูลค่าความเสียหายตามที่ศาลฯ มีคำสั่งต่อไป
       
        “รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยกันอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจว่า ทักษิณ เลือกที่จะสละสิทธิ์ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลหรือศาลฯ ไปลิดรอนสิทธิ์ในการสู้คดีของเขา เมื่อเราเปิดช่องแต่เขาไม่เลือก ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
       
        แหล่งข่าวบอกอีกว่า จากการรื้อฟื้นคดี และการประสานงานของรัฐบาลบิ๊กตู่ และกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้มีการเจรจากับประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีของนายทักษิณ ได้ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ในปัจจุบันนี้ ไม่ราบรื่นหรือคล่องตัวเหมือนอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อนายทักษิณต้องการจะเดินทางไปประเทศใดก็ตาม จะมีทีมงานของตัวเองตรวจสอบก่อนว่าจะมีปัญหาอะไรระหว่างทางเข้า-ออกในประเทศนั้นหรือไม่?
       
        การพิจารณาคดีลับหลัง ในส่วนของคดียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อาจเกิดขึ้นได้ ต้องไม่ลืมว่ายิ่งลักษณ์ ยังมีคดีต่าง ๆ ที่เป็นชนักติดหลัง เช่นคดีจำนำข้าวรอบ 2 คดีโครงการเงินกู้ที่ให้กระทรวงการคลังลงนามในสัญญาเงินกู้ วงเงิน 324,606 ล้านบาท ในช่วงใกล้สิ้นกำหนดระยะเวลา และยังมีคดีโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำวงเงิน 350,000 ล้านบาท ที่ถูกกล่าวหาไว้
       
        ถึงวันนี้ 2 พี่น้องตระกูลชินวัตร “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” คงหนีไม่พ้นวิบากกรรมและสิ้นโอกาสกลับสู่มาตุภูมิ !
       
       
คำสำคัญ : ทักษิณ

ข่าวยอดนิยม