รายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (14 ก.ย.)

ผู้จัดการออนไลน์

       

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน วันนี้ผมมีเรื่องที่น่ายินดีของบ้านเมืองมา บอกกล่าวเช่นเคยคือ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ชนะการโหวต จากเวที Travel Bulletin ที่เรียกว่ารางวัล STAR AWARDS 2018 ซึ่งบรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวในสหราชอาณาจักร ยกให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นลำดับที่ 2 ในประเภทหลักสูตรการฝึกอบรมออนไลน์ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมและบริการด้านการท่องเที่ยว
       
       ทั้งนี้ Travel Bulletin เป็นนิตยสารชั้นนำในสหราชอาณาจักรที่นำเสนอข่าวสารในแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดทำกิจกรรมการฝึกอบรมต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการด้วย สำหรับ STAR AWARDS 2018 เป็นรางวัลที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับที่มีการจัดอันดับในลักษณะนี้ มากว่า 20 ปีแล้ว เป็นภาพพจน์ดีๆ ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกอีกครั้ง หลังจากที่เราได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้คนอันดับ 1 ของโลก จากนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำสหรัฐฯ ซึ่งผมได้นำมากล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


       
       ทั้งนี้ ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบร้อยละ 10 โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ปราศจากความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนน เรามีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.14 ล้านล้านบาท ในปี 2557 และคาดว่าจะมีรายได้สูงถึง 2 ล้านล้านบาท ในสิ้นปีนี้ โดยในปีที่แล้ว ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเกือบ 36 ล้านคน นับว่า มากที่สุด ติด 1 ใน 10 ของโลก อีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม ตลาดภายในประเทศ หรือการส่งเสริมให้ไทยเที่ยวไทยก็เป็นอีกนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ลงท้องถิ่นให้มากที่สุด เกิดการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในทุกระดับ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ นโยบาย เที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนภาษีได้ตลอดปี 2561 โดยพี่น้องประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหาร และค่าที่พัก ในการท่องเที่ยว 55 เมืองรอง มาลดหย่อนภาษีได้ ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือนนะครับสำรวจปฏิทินท่องเที่ยว หรือหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว และเทศกาลที่สำคัญๆ ของแต่ละจังหวัด จากสื่อออนไลน์ได้ไม่ยาก ในยุคดิจิทัลนี้
       
       สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ขอให้เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ สำรวจความเรียบร้อยอย่าเอารัดเอาเปรียบ และดูแลเรื่องความปลอดภัย ของระบบแจ้งเตือนภัย กล้องวงจรปิด เครื่องเล่นต่างๆ ด้วย รวมทั้งความสะอาดของห้องน้ำและสถานที่ให้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ทั้งนี้จะได้สร้างความประทับใจ จนอยากกลับมาเยือนใหม่ หรือบอกต่อกันไป อย่าให้เขามาเที่ยวครั้งเดียว แล้วเขาก็เข็ด ไม่อยากจะมาอีก
       
       พี่น้องประชาชนที่รักครับ การกระจายรายได้และการส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่น นอกจากการท่องเที่ยวตามที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลยังส่งเสริมวงจร เศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กระจายทั่วทั้งประเทศ โดยส่งเสริมการตั้งตลาดประชารัฐ เพื่อให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีสถานประกอบการได้มีพื้นที่ค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดประชารัฐ 10 ประเภท จากหลายกระทรวง กว่า 6,600 แห่งทั่วไทย รวมทั้งเป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร สินค้าชุมชนต่างๆ อีกด้วย ตลอดระยะเวลา 8 เดือนโดยมีผู้ผลิต เกษตรกร ผู้ประกอบการ มาลงทะเบียนเพื่อนำสินค้ามาขายในตลาด กว่า 1 แสนราย และได้รับการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายแล้ว กว่า 96,000 ราย หรือ ร้อยละ 91 สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้กว่า 1,200 ล้านบาท หรือกล่าวได้ว่า เราสามารถสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ “เพิ่มขึ้น” เฉลี่ยกว่า 1,800 บาท ต่อเดือน
       
       ทั้งนี้ ตลาดประชารัฐจะเป็นตลาดต้นแบบในอนาคต ที่จะเน้นการสร้างมาตรฐานใหม่ คือ ความสะอาด ปลอดภัย สะดวก และไม่ใช้โฟม ลดถุงพลาสติก โดยมีการตรวจมาตรฐานเป็นระยะๆ นะครับ ปัจจุบันก็มีตลาดที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ระดับดีมาก และดี ร้อยละ 37 โดยมีเพียงร้อยละ 19 ที่ต้องได้รับการปรับปรุงต่อไป
       
       อย่างไรก็ตาม ทุกมาตรการ ทุกนโยบาย รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างกลไกสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น เพื่อจะตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ได้จัดให้มีการอบรมและแต่งตั้งผู้บริหารจัดการตลาดประชารัฐ (CMO) ครบทุกจังหวัดแล้ว รวมทั้งเรียกมาอบรมแล้ว 25 จังหวัด 3,000 กว่าคน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ โดยตั้งคลินิกผู้ประกอบการระดับอำเภอ และเปิดให้มีการอบรมไปแล้ว จำนวนมากกว่า 6,000 ราย ในอนาคตจะยกระดับตลาดประชารัฐให้เป็นตลาดเพื่อการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยคัดเลือกตลาดที่มีศักยภาพ เสนอบรรจุกิจกรรมต่างๆ ไว้ในปฏิทินปีท่องเที่ยวไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน จำนวน 171 ตลาด ใน 70 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมทั้งให้เป็นตลาดรองรับสินค้าเกษตร หรือเป็นแหล่งระบายสินค้าเกษตร ตามฤดูกาล ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภาวะสินค้าล้นตลาด พร้อมขยายผลตลาดประชารัฐไปยังส่วนราชการที่มีความพร้อม ในการสนับสนุนพื้นที่ให้เกษตรกรที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมนำสินค้ามาจำหน่ายในตลาด 475 แห่งทั่วประเทศ โดยก้าวต่อไปของโครงการตลาดประชารัฐ กระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับหน่วยงานเจ้าของตลาด ขยายตลาดประชารัฐในพื้นที่ให้เป็นไปในลักษณะตลาดกลางพืชผลทางการเกษตรคัดเลือก และสนับสนุนเกษตรกร ในการนำสินค้ามาจำหน่ายในตลาดประชารัฐ ที่เข้าร่วมโครงการ เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่มีศักยภาพ และความพร้อมได้นำสินค้ามาจำหน่ายในตลาด อีกทั้งคัดเลือกตลาดประชารัฐที่มีการดำเนินการเป็นเลิศของแต่ละจังหวัด เป็นต้นแบบ และถอดบทเรียนผลความสำเร็จ สู่การดำเนินงานของตลาดประชารัฐ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ผมเองนั้นเห็นว่า ตลาดคือวิถีชีวิตของคนไทย แทบทุกกิจกรรมเกิดขึ้นที่ตลาดทั้งอาหารการกิน การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ไปจนถึงการจับจ่ายซื้อหาผลิตภัณฑ์ชุมชน หากรัฐสามารถเข้าไปสนับสนุนสร้างความยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนสร้างงาน สร้างรายได้ในระดับฐานรากได้ โดยไม่ต้องหวังพึ่งเงินจากกิจกรรมสีเทามาหล่อเลี้ยงวงจรเศรษฐกิจของชุมชน ทุกคนประกอบสัมมาชีพตามความถนัด และสร้างไทยไปด้วยกัน
       
       สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องยางพารา และพืชผลเกษตรอื่นๆ ที่อาจจะมีราคาสูงต่ำ รัฐบาลกำลังเร่งหารือกับทุกฝ่าย ต่างฝ่ายคงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทั้งสองฝ่ายจึงจะประสบความสำเร็จ
       
       พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่เคารพครับ ในช่วงที่ผ่านมา เราคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าเงิน ราคาหุ้น และราคาสินค้าต่างๆ ในหลายประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ในช่วงแรกๆ เกิดวิกฤตในประเทศเวเนซุเอลาจากปัญหาในประเทศ และลุกลามไปจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ในเดือนสิงหาคมคงขึ้นมาถึง 2 แสนเปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะสูงได้ถึง 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในสิ้นปีนี้
       
       ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน ประเทศอาร์เจนตินาประสบปัญหาเงินทุนไหลออก และค่าเงินอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง จนต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 60 เพื่อจะพยายามดึงดูดนักลงทุน และต้องขอรับความช่วยเหลืิอจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เป็นเงินถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และล่าสุดในเดือนสิงหาคม ประเทศตุรกีประสบปัญหาเงินไหลออก ค่าเงินอ่อนลงกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับต้นปี เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 18 จนธนาคารต้องประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นราวร้อยละ 17.8 เราต้องเป็นกำลังใจให้เขาแก้ปัญหาให้ได้ เราก็ระมัดระวังอย่าให้เดินไปสู่จุดนั้น หลายประเทศที่ประสบปัญหาเกิดจากภาวะการขาดเงินฝาก โดยแรกๆ คือการขาดดุลการคลังของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้มาก มากเกินไป ทำให้ต้องชดเชยโดยการกู้ยืมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะเป็นผลจากความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สูงเกินความจำเป็น ส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศปรับสูงขึ้น จึงต้องประสบปัญหาเงินเฟ้อ หรือเงินเสื่อมมูลค่าในอัตราที่สูง อีกด้านคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงการที่รายได้สุทธิ จากการขายสินค้าและบริการจากต่างประเทศติดลบ เพราะมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าสูงกว่าที่ขายสินค้าส่งออก ทำให้ต้องสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศออกไป
       
       การขาดทุนแฝงนี้ ได้บั่นทอนความมั่นคงด้านการคลัง ส่งผลต่อขีดความสามารถของประเทศในการรองรับความเสี่ยง และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้มีการนำเงินทุนออกจากประเทศเหล่านี้ และเงินตราของประเทศได้อ่อนค่าลงมากในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อาจติดโรค หรือประสบปัญหาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีฐานะด้านต่างประเทศไม่เข้มแข็งนัก เช่น มีเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ หรือลดลงต่อเนื่อง รวมทั้งมีหนี้ต่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้มีนักลงทุนทยอยนำเงินออกนอกประเทศที่มีอาการเหล่านี้ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ ที่ค่าเงินได้ปรับอ่อนลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เห็นได้จากค่าเงินที่อ่อนลงไม่มาก และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ปรับลดลงมากนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ประเทศของเราได้รับบทเรียนจากปี 40 ที่ทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน ธนาคารพาณิชย์ ต่างตั้งอยู่บนความพอเพียง มีความพอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้มีความเข็มแข็งในทุกภาคส่วน
       
       ที่สำคัญในด้านต่างประเทศ เรามีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ล่าสุด ณ สิ้นเดือนสิงหาคม เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่เกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของไทย และเมื่อเทีึยบกับต่างประเทศ ของไทยเราพบว่า เรามีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ระยะสั้นที่มีเงินตราต่างประเทศถึง 3.5 เท่า ซึ่งหมายถึงเรามีเงินตราต่างประเทศในระดับที่เกินพอ หากเราต้องการที่จะชำระหนี้ ที่เป็นเงินตราต่างประเทศในวันนี้ หนี้ต่างประเทศของรัฐบาล เราได้ทยอยคืนจนเหลือร้อยละ 4 ของจีดีพี รวมทั้งพยายามปรับโครงสร้างให้เป็นการกู้ยืมระยะยาวมากขึ้น เป็นการกู้ภายในประเทศมากขึ้น ฐานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่งนี้ เป็นผลมาจากการสะสมความมั่งคั่งของประเทศ การส่งออกสินค้า และบริการที่เติบโตสร้างรายได้คิดเป็นเงินตราต่างประเทศให้กับไทยได้อย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชน และธนาคารพาณิชย์ที่มีฐานะการเงินที่มั่นคง รวมถึงการดำเนินนโยบายภาครัฐอย่างระมัดระวัง มีวินัยการเงินการคลัง โดยจะเห็นได้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศ เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 41 ซึ่งอยู่ในกรอบที่เรากำหนดไว้ และถือว่าเป็นระดับที่ดีกว่าหลักเกณฑ์สากล ที่กำหนดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะนั้น ไม่ควรสูงเกินร้อยละ 60 ของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ
       
       ทั้งนี้ ไม่ให้เป็นภาระที่เกินตัวของภาครัฐ และที่ผ่านมาหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นของเรา ไม่ว่าจะผลจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าการลงทุนใหม่ และเป็นประโยชน์กับประชาชน และภาคธุรกิจในอนาคต รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวอีกด้วย กล่่าวได้ว่าความแข็งแกร่งของฐานะด้านต่างประเทศ และฐานะการคลังของไทย รวมถึงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ นับอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมเข้มแข็ง ซึ่งพิสูจน์ให้เราเห็นว่าเป็นผลดี และถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับประเทศ จะช่วยให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความมั่นใจ เราจึงไม่เห็นภาพการไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวที่เกิดกับบางประเทศ ที่ผมอาจจะกล่าวถึงในตอนต้น ขออนุญาตเอ่ยนาม และในทางที่กลับกัน เราอาจจะเห็นว่ามีนักลงทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศตลาดเกิดใหม่เข้ามาในไทยอีกด้วย ผมจึงอยากขอเน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้น จะต้องดูแลให้ครบมิติทุกระดับ ทั้งภาคเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาคที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งในปัจจุบันระดับมหภาคของประเทศดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9 ในปี 2557 โดยล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ในครึ่งแรกของปีนี้ อีกทั้งเรายังมีความมั่นคงของฐานะด้านต่างประเทศอย่างที่ผมได้เรียนมาตั้งแต่ต้น ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ การกระจายการเติบโตในด้านมหภาคมาสู่จุลภาค มาสู่ประชาชน ธุรกิจรายย่อย ผู้มีรายได้น้อยให้ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยรัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจในการจะแสวงหาแนวทาง และริเริ่มมาตรการใหม่ๆ เพื่อนำมาดูแลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างทั่วถึงให้มากที่สุด
       
       พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านครับ เรื่องที่น่ายินดีคือ ขอชื่นชมเยาวชนไทยที่สามารถเป็นเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 2 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีประชาชนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม 300 กว่าคน เป็นเยาวชนไทย 52 คน แข่งขันกันใน 26 สาขา 6 กลุ่มสาขาอาชีพ ได้แก่ กลุ่มสาขาอาชีพด้านเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีการสื่อสาร แฟชั่น และครีเอทีฟ ขนส่งและลอจิสติกส์ เทคโนโลยีด้านก่อสร้างและอาคาร รวมทั้งกลุ่มสาขาบริการส่วนบุคคลและสังคม โดยครั้งนี้เด็กๆ ของเราสามารถคว้าเหรียญทองทั้งหมด 16 เหรียญเหรียญเงิน 4 เหรียญ เหรีญทองแดง 3 เหรียญ และเหรียญฝีมือยอดเยี่ยมอีก 13 เหรียญ รวมทั้งหมด 36 รางวัล เราต้องช่วยกันสนับสนุนเด็กเหล่านี้ ให้สู่ระบบราชการ ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเราจะต้องมีคนรุ่นใหม่ของประเทศ เพื่อได้รับการพัฒนาอย่างครบวงจรมาอยู่ในระบบให้ได้มากที่สุด
       
       ผมขอขอบคุณคณะอนุกรรมการเทคนิค ทีมผู้ฝึกสอนในแต่ละสาขา และทุกฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การทำไปประยุกต์ใช้ การนำไปประกอบอาชีพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ให้สอดรับกับแนวโน้มของตลาดโลกยุคดิจิตัล โดยเยาวชนที่ได้รับรางวัลกลุ่มดังกล่าว หากประสงค์จะศึกษาต่อ การพัฒนาโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะให้การสนับสนุน โดยจะประสานสถาบันการศึกษา และขอรับทุนการศึกษา เพื่อจะลดภาระค่าใช้จ่ายให้ หรือหากประสงค์จะหางานทำ ก็จะอำนวยความสะดวกในการหางานที่ตรงกับความต้องการ
       
       ทั้งนี้ ก็เพื่อจะส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ ที่ถือได้ว่าเป็นช้างเผือกได้ก้าวเข้าสู่การเป็นช่างฝีมือในตลาดแรงงานของประเทศ เป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เราจำเป็นต้องเตรียมแรงงานให้ครบในอีกหลายด้าน เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าด้วย
       
       นอกจากการพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบให้ออกกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย ได้มีการประกาศใช้เป็นเวลานานแล้ว
       
       ในสหรัฐอเมริกาประกาศใช้กฎหมายลักษณะนี้มาเกือบ 40 ปีแล้ว ซึ่งช่วยให้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาครัฐและเอกชน เพิ่มมากขึ้น เกิดทรัพย์สินทางปัญญากว่า 13,600 ฉบับ มหาวิทยาลัยยื่นจดสิทธิบัตรประมาณ 3,000 ฉบับต่อปี และเกิดบริษัทตั้งใหม่ที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัย 5,000 บริษัท
       
       รวมถึงมีการจ้างงานจากเทคโนโลยี ที่เกิดจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 250,000 อัตรา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สหรัฐอเมริกา มีฐานความสามารถทางเทคโนโลยีในระดับต้นๆของโลก
       
       รัฐบาลก็ได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ ปรับใช้ให้เหมาะสม กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่ง เริ่มมีการทำวิจัยเชิงลึก เช่น มหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สวทช. และสถาบันวิจัยเฉพาะทางอื่นๆ
       
       เมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้ว มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยจะได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัย และสามารถจะถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้วยการทำสัญญา อายุการใช้สิทธิ์ ไปยังภาคเอกชน เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้า บริการ และแผนการตลาด ต่อไปจะสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว คล่องตัว โดยจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์นี้จะกลับมาที่มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย
       
       โดยเฉพาะมีการจัดสรรรายได้ให้กับนักวิจัยในสัดส่วนที่เหมาะสม เมื่อนักวิจัยได้รับส่วนแบ่งของรายได้ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของภาคการผลิต และภาคบริการ ยิ่งไปกว่านั้น หากนักวิจัยจะนำผลงานการวิจัยนั้นไปต่อยอด และทำธุรกิจเองโดยตั้งเป็นบริษัท ก็สามารถกระทำได้ หรือหากผู้ประกอบการ สตาร์ทอัปสนใจทำธุรกิจ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น ก็สามารถทำได้รวดเร็วและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
       
       กฎหมายฉบับนี้จะสนับสนุนให้เกิดระบบนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมมากขึ้น มีสินค้า และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญจะทำให้เห็นว่าการลงทุนด้านการวิจัย ที่รัฐได้ให้งบประมาณสนับสนุนไปนั้นคุ้มค่าและไม่สูญเปล่า สามารถจะสร้างให้เกิดรายได้แก่ประชาชนคนไทย เกิดวัฒนธรรมการแข่งขัน กันด้วยความรู้ และเทคโนโลยี ก็จะเกิดเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมที่แท้จริง
       
       อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้ระบบนวัตกรรมของประเทศสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นไปอีกนั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้แล้วจะต้องมีการเร่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการ ด้านวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สามารถบริหารจัดการนวัตกรรมได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีได้
       
       ส่วนการทำงานทั้งของภาคการวิจัยและภาคอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยอย่างเต็มที่ สามารถจะนำรายได้กลับเข้าสู่ประชาคมวิจัยได้ ขณะเดียวกัน จะช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมบริษัทเอกชนให้นำผลงานวิจัยไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
       
       ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ต้องให้การสนับสนุน ได้มีการร่วมมือกับภาคเอกชน จัดโปรแกรมสร้างการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ด้านบริหารจัดการนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เป็นไปได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น
       
       พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ วันที่ 24 กันยายน ที่จะถึงนี้ ถือเป็นวันมหิดล หรือวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ได้ทรงพระราชกรณียกิจมากมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งได้พัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการวางรากฐานให้แก่การแพทย์ และการสาธารณสุข ให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ
       
       ในโอกาสนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงมหากรุณาธิคุณ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันบริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัดตา พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง เพื่อดูเนื้อเยื่อขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเอกซเรย์ที่ใช้ระบบการผ่าตัด กล้องส่องทางเดินอาหารเพื่อช่วยให้การรักษาแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาสที่โรงพยาบาลศิริราช
       
       โดยทางกลุ่มนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะเทคนิคการแพทย์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จะออกรับบริจาคพร้อมมอบธงมหิดลเป็นที่ระลึก แก่พี่น้องประชาชนที่ให้บริจาคทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง หรือท่านที่สนใจสามารถจะร่วมเป็นผู้ให้ในครั้งนี้ได้ที่ศิริราชมูลนิธิ ผ่านช่องทางต่างๆตามรายละเอียด
       
       สุดท้ายนี้ ผมขอฝากไว้ว่า การปฏิรูป ก็คือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น จะต้องเริ่มจากตนเองก่อน ต้องหาความรู้ ต้องไม่หยุดพัฒนาตนเอง ผมได้ยินคำพูดจากพี่น้องเกษตรกรบางคน ที่เคยมีรายได้น้อย จากการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม แต่เขาก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เริ่มลงมือทำโดยมีข้อมูล คำแนะนำที่ถูกต้อง ถ้าทุกคนมัวแต่กลัว บ่น ไม่พอใจ เราก็จะยึดติดกับวิถีเดิมๆ แล้วเราก็จะไม่มีทาง ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
       
       ขอบคุณครับขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ และทุกครอบครัวมีความสุข ปลอดภัย สวัสดีครับ
       

ข่าวยอดนิยม